ข่าวสาร

ข่าว กิจกรรม และหลักสูตรอบรม ประกาศสำคัญที่ทุกท่านสนใจ

เปิดด่านชายแดนเตรียมส่งออกสินค้าได้เต็มรูปแบบ

28 May 2020
 199

เปิดด่านชายแดนเตรียมส่งออกสินค้าได้เต็มรูปแบบ


การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ประเทศมาเลเซียเปิดด่านขนส่งสินค้าข้ามชายแดน ซึ่งเป็นการส่งสินค้าผ่านทางรถไฟ ทั้งด่านสะเดา และด่านปาดังเบซาร์ เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ล่าสุดทางประเทศมาเลเซีย อนุญาตให้ดำเนินการขนส่งสินค้าผ่านชายแดนได้อย่างเต็มรูปแบบแล้ว โดยเริ่มขนส่งได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น.ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกยางพาราของประเทศไทยที่จะเพิ่มมากขึ้น ผลมาจากแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมยางพาราเริ่มขับเคลื่อน หลังประเทศจีนเริ่มเปิดให้มีการดำเนินการอุตสาหกรรมต่างๆ ได้แล้วบางส่วน เพราะสถานการณ์การระบาดของโคโรน่าไวรัส (โควิด-19) ในประเทศจีนเริ่มดีขึ้น “ถือเป็นสัญญาณที่ดี ที่สถานการณ์อุตสาหกรรมยางพาราเริ่มกลับมาดีขึ้น เพราะจีนถือเป็นตลาดหลักในการใช้ยางพารา อีกทั้งความต้องการใช้ยางพาราของโลกในขณะนี้ค่อนข้างสูง เพราะผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากยางพารา เช่น ถุงยางอนามัย ถุงมือยาง ฯลฯ ขาดแคลนเนื่องจากการหยุดชะงักของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เชื่อว่าหากภาคอุตสาหกรรมยางพารากลับสู่สถานการณ์ปกติ ทั่วโลกจะมีความต้องการใช้ยางเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน”

สำหรับปริมาณยางผ่านด่านปาดังฯ ปี 2562 จำนวน 1,220,000 ตัน ด่านสะเดา 490,000 ตัน ในขณะที่ คาดว่าในปี 2563 ผลผลิตยางพาราของโลกจะมี 14.112 ล้านตัน เพิ่มขึ้น ประมาณ 3.44% จากปี 2562 ในช่วง 5 ปี (2559-63) เพิ่มขึ้น ประมาณ 17.5% ส่วนปริมาณการใช้ คาดว่าจะมีทั้งสิ้น 13.532 ล้านตัน เพิ่มขึ้นปี 2.37% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาโดยในส่วนของปริมาณการใช้ในปีนี้คาดว่าต่ำกว่าผลผลิต ประมาณ 5.8 แสนตัน ถือว่าเป็นปริมาณที่ไม่มากนัก และไม่น่าจะมีผลต่อระดับราคาโดยรวม ส่วนปริมาณที่มากขึ้นนั้นเป็นเพราะยางพาราที่ปลูกใหม่เริ่มกรีดได้ ประกอบกับ มีประเทศที่ปลูกยางพารามากขึ้นจากเดิมที่มีเพียง 3 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เพิ่มเป็น เวียดนาม ลาว เมียนมา กัมพูชา บางส่วนในจีน เป็นต้น

ทั้งนี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางให้อยู่ในที่เหมาะสม กยท. สนับสนุนให้เกษตรกรโค่นยางเก่าเพื่อปลูกใหม่ หรือปลูกพืชอื่นทดแทน ปีละ 4 แสนไร่ โดยจะได้รับเงินชดเชยไร่ละ 1.6 หมื่นบาท ในขณะที่สนับสนุนให้ใช้ยางในประเทศมากขึ้น ซึ่งในเร็วๆ นี้ กยท. ร่วมกับสถาบันเกษตรกรจะก่อสร้างโรงงานถุงมือยาง งบลงทุน 500 ล้านบาท รวมทั้งสร้างศูนย์กลางยางพาราของโลก ขึ้นที่ จ.นครศรีธรรมราช พื้นที่ 2 หมื่นไร่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างว่าจ้าง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำการศึกษาความเป็นไปได้ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้สำหรับราคายางแผ่นรมควันปรับตัวตามความต้องการของผู้ซื้อภายในประเทศ และปริมาณยางออกสู่ตลาดน้อย เนื่องจากอยู่ในช่วงปิดกรีด ราคากลางเปิดตลาด ประจำวันนี้อยู่ที่ 40.17 บาทต่อกิโลกรัม (ก.ก.) โดยปิดตลาดสูงสุด ณ ตลาดกลางนครศรีธรรมราช 40.09 บาทต่อก.ก. ส่วนตลาดกลางสงขลา ราคาอยู่ที่ 40.09 บาทต่อก.ก. และตลาดกลางสุราษฎร์ธานี และ 39.87 บาทต่อก.ก.

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค ราคายางในเดือนพฤษภาคมนี้ อาจได้รับผลกระทบจาก ความไม่แน่นอนของการระบาดที่รวดเร็วของโรคโควิด-19 ที่ยังไม่สามารถรับมือได้ในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะ สหรัฐ อินเดีย และยูโรโซน ที่จะต่อเศรษฐกิจทั่วโลก แต่ในกรณีที่มาเลเซียเปิดด่านปาดังเบซาร์ เพื่อการขนส่งสินค้าของทั้ง 2 ประเทศ ประเทศ จะส่งผลให้การส่งออกยางของไทยเริ่มเคลื่อนไหว ประกอบกับเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ มาตรการทางการเงินและการคลังจากหน่วยงานภาครัฐ ปริมาณยางในสต๊อกปรับตัวลดลงอยู่ในระดับต่ำ และปริมาณยางเข้าสู่ตลาดน้อยลง เนื่องจากอยู่ ในช่วงปิดกรีด จึงคาดว่าราคายางในเดือนพฤษภาคมนี้ จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ
 

(ข้อมูลจากการยางแห่งประเทศไทย)

แสดงความคิดเห็น

กรุณาคลิก เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สมัครสมาชิกเว็บไซต์ เพื่อการใช้งานที่ดีเยี่ยม

สมาชิกเว็บไซต์สามารถใช้งานฟีเจอร์ของเว็บไซต์ได้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการสมัครเรียนกับ iTi การส่งสมัครงาน การใช้ระบบพิกัด/คำวินิจฉัย การรับช่าวสาร อ่านเพิ่มเติม